โทรนัด 2 หนุ่มเจอปากถ้ำ จับฆ่าปิดปากนั่งเผายางสยอง

2 หนุ่มถูกลวงมาฆ่านั่งเผายาง ใกล้กับไร่ข้าวโพด สภาพจำแทบไม่ได้ ญาติร่ำไห้มายืนยันศพ บอกหายตัวไปเป็นวัน หลังมีคนโทรนัดให้ไปหาที่ปากถ้ำ ตร.คาดปมยาเสพติด

ฌ(ษฯํ๋.ญษ.

เมื่อวานนี้ (25 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรไทรย้อย อ.เนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยตำรวจพิสูจน์หลักฐาน 6 และอาสาสมัครกู้ภัย มูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ อาสากู้ภัยมังกร พิจิตร ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ หลังได้รับแจ้งพบศพชาย 2 คนถูกเผานั่งยางบริเวณริมอ่างเก็บน้ำทุ่งนาดี จนไม่สามารถจำสภาพได้นายวินัย บุญยิ่ง กำนันตำบลวังยาง เปิดเผยว่า จุดที่เกิดเหตุเป็นเส้นทางสายเก่าเข้าอ่างเก็บน้ำ ซึ่งชาวบ้านไม่ค่อยได้ใช้สัญจรผ่านไปมาแล้ว จึงไม่แน่ใจว่าผู้เสียชีวิตถูกฆ่าเผานั่งยางมาแล้วกี่วัน เบื้องต้นเจ้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้รวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุอย่างละเอียดเพื่อใช้ในการดำเนินคดี

ในเวลาต่อมา ปรากฏว่ามีญาติของ นายชินภัทร หรือ โจ้ อายุ 26 ปี ชาวบ้านหนองขอน ตำบลเนินมะปราง และ นายธีรเดช หรือ บอย อายุ 26 ปี ชาวบ้านหนองแปลง ตำบลเนินมะปราง เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อติดต่อสอบถามเกี่ยวกับกรณีพบศพชายไทย 2 คนถูกเผานั่งยางดังกล่าว เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับผู้ที่สูญหายไปทางญาติของ นายโจ้ และ นายบอย กล่าวว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองได้ออกไปหาผู้ชายคนหนึ่ง โดยบอกว่ามีคนโทรศัพท์นัดให้ไปที่ถ้ำลอด และจะไปทำธุระต่อพื้นที่ติดกับจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับจุดที่พบศพดังกล่าว ก่อนที่ญาติๆ จะติดต่อทั้งสองไม่ได้อีก

น้องสาวของนายโจ้ ญาติของผู้สูญหาย เดินทางมาพร้อมกับแม่ของนายบอย ได้ขอดูศพและตรวจสอบหลักฐานต่างๆ จึงพบว่าผู้เสียชีวิตทั้งสองคนนั้น คือ นายโจ้ กับ นายบอย เนื่องจากมีตำหนิเป็นอยสักที่บริเวณด้านหลัง รวมทั้งเครื่องประดับที่ตกหล่นอยู่จุดที่พบศพ สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ญาติๆ ที่ออกตามหาตั้งแต่เมื่อวานนี้เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มทำการสอบสวนและลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวในทันที เนื่องจากได้เบาะแสบางส่วนจากทางญาติของผู้เสียชีวิต และเร่งติดตามหาบุคคลที่ผู้เสียชีวิตทั้งสองคนติดต่อ ก่อนหายตัวไปและกลายเป็นศพดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เนื่องจากหนึ่งในผู้เสียชีวิต เคยถูกจับดำเนินคดียาเสพติด เมื่อหลายปีก่อน พลตำรวจตรีอดิศักดิ์ น้อยประเสริฐ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบแรงจูงใจที่ชัดเจนว่า ผู้ก่อเหตุมีปมขัดแย้งใดกับผู้เสียชีวิต ขณะนี้ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ หาหลักฐานเพิ่มเติมโดยเฉพาะผู้ที่ติดต่อกับผู้ตายล่าสุดก่อนหายตัวไป เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาคดีนี้มาดำเนินคดีตามกฏหมาย

สำลี” อดีตมายากลเด็ก โพสต์คลิปทั้งน้ำตา วอนช่วยชีวิตยังลำเข็ญ

เป็นอีกครั้งที่อดีตนักมายากลชื่อดัง “สำลี สังวาลย์” ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตที่ยังไม่คงทนทุกข์กับความยากลำบาก แม้ว่าจะมีโอกาสออกมาเปิดใจกับสื่ออยู่บ้าง แต่ท่ามกลางชีวิตที่พลิกผัน เรียกได้ว่า “ชีวิตตกอับ” ถึงขั้นไม่มีเงินสักจะเลี้ยงดูแลครอบครัว หนำซ้ำยังถูกหลอกทัวร์มายากลทั่วประเทศสำลีล่าสุด สำลี ได้โพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองและครอบครัว หลังจากที่เมื่อปีที่แล้ว ได้ออกรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เพื่อบอกเล่าถึงสภาพความเป็นอยู่และชีวิตที่ต่อสู้ดิ้นรนของตัวเอง หนี้สินที่เหมือนจะถูกเคลียร์หมดไป แต่ก็ต้องมาเผชิญหน้ากับมรสุมครั้งใหม่ เมื่อถูกหลอกให้ออกทัวร์มายากลทั่วประเทศ สูญเงินไปแบบหมดเนื้อหมดตัว

สำลี ยังบอกทั้งๆ ที่ยังสะอื้นว่า จากเหตุครั้งนั้นทำให้ร้านขายของชำที่เคยเปิดไว้ก็ถูกยึดของไปทีละอย่างๆ แถมยังไม่มีงานโชว์มายากลนานแล้ว และที่สำคัญคือตอนนี้ลูกสาวป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท และซี่โครงด้านหน้าค่อนข้างบวม ใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรคก็ได้แค่เพียงยาทั่วๆ ไป

นอกจากนี้ รถจักรยานยนต์ที่ใช้ทำมาหากินก็กำลังจะถูกยึดไปด้วย จึงจำเป็นต้องออกคลิปนี้เพื่อวิงวอนขอความช่วยเหลือจากสังคม อย่างน้อยๆ ก็เมตตาเกี่ยวกับอาการป่วยของลูกสาว แม้ว่าตอนนี้ชีวิตทุกอย่างยังคงย่ำแย่ ไม่ดีขึ้นจากแต่ก่อนเลย แต่ก็ยังคงมีแรงใจสู้ต่อไปเสมอ โดยสามารถติดต่องานได้ที่เบอร์โทร 084-4644072

ทั้งนี้ หลังจากคลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้เป็นกำลังใจเป็นจำนวนมาก พร้อมอวยพรให้พ้นจากความเป็นอยู่ที่แสนเข็ญเช่นนี้เร็วๆ และจงตั้งใจทำมาหากินต่อไป พร้อมวิงวอนให้วงบันเทิงช่วยป้อนงานให้กับอดีตคนบันเทิงรายนี้ด้วย

ถ้ำเพชรทรายทอง หรือถ้ำอโนดาต

ถ้ำเพชรทรายทอง หรือถ้ำอโนดาต หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าถ้ำเพชร โดยที่มาของชื่อนั้นมาจากการที่ภายในมีหินงอกหินย้อยจำนวนมาก เมื่อใช้ไฟส่องจะเกิดประกายสวยงามระยิบระยับเสมือนกับถูกล้อมรอบด้วยเพชรนิลจินดา จึงทำให้ถูกขนานนามว่าถ้ำเพชร และตัวน้ำตกอยู่ในเขตตำบลทรายทอง จึงได้ชื่อว่า “ถ้ำเพชรทรายทอง”ถ้ำทรายทองที่ตั้งของถ้ำเพชรทรายทองหรือถ้ำอโนดาตนั้นอยู่ห่างจากบางเบิดรีสอร์ทประมาณ 22 กิโลเมตร โดยอยู่ในเขตวนอุทยานป่าอนุรักษ์ ตำบลทรายทอง อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การเดินทางไปยังถ้ำนั้นต้องเดินทางโดยใช้รถโฟร์วีลเท่านั้น เพราะทางเข้าถ้ำค่อนข้างสมบุกสมบันพอสมคาร โดยเดินทางจากสามแยกห้วยสัก ทางเข้าถ้ำอยู่ฝั่งซ้ายมือถนนเพชรเกษมขาขึ้น เข้าไปจากถนนเพชรเกษมประมาณ 1.6 กิโลเมตร จะพบเทือกเขาไผ่และภูเขาลูกเล็ก ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าเขาน้อย แล้วจะไม่สามารถเดินทางไปต่อได้ ต้องจอดรถแล้วเดินผ่านสวนยางพาราและป่าละเมาะเข้าไป โดยระยะห่างที่จอดรถประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงปากถ้ำ

การเดินทางเข้าภายในถ้ำ จะต้องใช้เชือกหย่อนโรยตัวลงไปในโพรงถ้ำ และจับเชือกไว้เดินลงไปตามเส้นทางลาดชันจากปากถ้ำประมาณ 70 เมตร ก็จะพบห้องโถงขนาดใหญ่ ที่มีหินงอก หินย้อย สวยงามตระการตา ซึ่งมีจำนวนเยอะมาก และยังไม่ถูกรบกวนจากภายนอก และอีกถ้ำที่อยู่ถัดไปต้องเข้าไปด้วยความยากลำบากเพราะเส้นทางที่คดเคี้ยวและแคบจนทำให้บางช่วงต้องคลานบวกกับความมืดสนิท เรียกกันว่า “ถ้ำเพชร” ภายในถ้ำเมื่อใช้แสงสว่างส่องโดยรอบ จะเกิดประกายระยิบระยับสวยงามเสมือนกับยืนอยู่ท่ามกลางเพชรนิลจินดาตระกาลตา แต่ปัจจุบันถ้ำเพชรทรายทองไม่ได้เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแก่บุคคลทั่วไป เพราะการเดินทางค่อนข้างยากลำบาก อีกทั้งการเดินทางภายในถ้ำต้องใช้ไกด์นำทางที่มีประสบการณ์เท่านั้น ผู้ใดที่ต้องการจะไปผจญภัยจะต้องติดต่อทางองค์การบริหารส่วนตำบลทรายทอง เพื่อติอต่อไกด์ที่ชำนาญเส้นทาง

สลด ไฟไหม้บ้านคลอกดับ 2 ศพ ประตูล็อกติดเหล็กดัดหนีไม่ทัน

ไฟไหม้บ้านดีเจชุมชนวัย 71 ปี ไฟคลอกดับ 2 ศพ คาดประตูล็อกและติดเหล็กดัดรอบห้อง ทำให้หนีไม่ทัน

ไฟไหม้

(20 ส.ค.) เมื่อเวลา 07.00 น. ร.ต.อ.ไวพจน์ เพชรสะแก รอง สว.(สอบสวน) สภ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้านมีคนเสียชีวิตที่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 5 ต.นิคมกระเสียว จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.นิวัติ มาตะราช ผกก. พ.ต.ท.สุชาติ พวงสมบัติ รอง ผกก.(สอบสวน) พ.ต.ท.กิตติ เฟื่องฟู รอง ผกก.สส.กำลังฝ่ายสืบสวน รถน้ำ อบต.นิคมกระเสียว และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี เขต อ.ด่านช้าง

ที่เกิดเหตุพบไฟกำลังลุกไหม้บ้านสองชั้นครึ่งไม้ครึ่งปูน อย่างรุนแรงเจ้าหน้าที่จึงระดมฉีดน้ำสกัดเพื่อควบคุมไม่ให้ลุกลามใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเพลิงจึงสงบ แต่บ้านถูกไหม้หมดทั้งหลัง จากการตรวจสอบภายในห้องนอนชั้นล่างพบผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโก 2 ราย ทราบชื่อต่อมา คือ นายประพันธ์ ปันนะ อายุ 71 ปี และนางพัชรี ปันนะ อายุ 59 ปี เจ้าของบ้านเสียชีวิต

ร.ต.อ.ไวพจน์ เพชรสะแก รอง สว.(สอบสวน) กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายประพันธ์ เป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านและปัจจุบันเป็นนักจัดรายการวิทยุชุมชน ชื่อ ดีเจ บ่าวน้อย อาศัยอยู่บ้านหลังดังกล่าวกับ นางพัชรี ภรรยา และนอนพักผ่อนอยู่ที่ห้องนอนชั้นล่าง เนื่องจากนายประพันธ์อายุมาก เดินขึ้นชั้นบนไม่ไหว

คาดว่าขณะที่ทั้งสองกำลังนอนหลับอยู่ ได้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและลุกไหม้ที่ชั้นบนซึ่งตัวบ้านเป็นไม้เก่าแล้วเกิดลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทั้งสองหนีออกจากห้องแต่ไม่สามารถออกมาได้เนื่องจากประตูล็อกประกอบกับมีเหล็กดัดรอบห้องนอน จึงถูกไฟคลอกเสียชีวิตดังกล่าวอย่างไรก็ตามจะได้ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ของจริง! ปลัดหญิงแจ้งจับเพจดัง โพสต์กล่าวหาติดปีกหน่วยรบมั่ว

ปลัดหญิงที่ว่าการอำเภอสัตหีบเข้าแจ้งความเอาผิดเพจดัง หลังนำรูปขณะปฏิบัติงานในเครื่องแบบ ไปโพสต์และกล่าวหาว่านำเครื่องหมายปีกหน่วยรบมาติดมั่ว ทำโซเชียลวิจารณ์ด่ายับเสื่อมเสียชื่อเสียง

ปลัดหญิง

(18 ส.ค.) นางพิกุล โสภา ปลัดอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ได้เข้าร้องต่อสื่อมวลชนหลังถูกเพจดังในเฟซบุ๊ก นำรูปของตนขณะปฏิบัติงานในเครื่องแบบ ไปโพสต์ในเพจ โดยระบุข้อความว่า “ทำไมถึงมีปีกซีลกับรีคอนอะ??” ต่อมาได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจาก สมาชิกเฟซบุ๊กหลายรายต่างสงสัยและเข้ามาคอมเม้นในเพจดังกล่าว ว่าไปซื้อมาติดเอง หรือนำมาติดอย่างไม่ถูกต้อง จนทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงอย่างมาก

นางพิกุล โสภา เปิดเผยว่า หลังพบตนเองตกเป็นประเด็นร้อนในเพจดังกล่าว ถึงการนำเครื่องหมายความสามารถที่ได้รับมอบจากกองทัพเรือ ประกอบด้วย ปีกเครื่องหมายความสามารถนักทำลายใต้น้ำจู่โจมกิตติมศักดิ์ และปีกเครื่องหมายความสารถมารถนักโดดร่มกองทัพเรือกิตติมศักดิ์ ในฐานะที่ตนได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับกองทัพเรือ ซึ่งตนได้พยายามเข้าไปแก้ข่าวอธิบายถึงข้อเท็จจริงแล้ว แต่ถูกทางแอดมินของเพจนี้กีดกันไว้ ทำให้ผู้คนจำนวนมากต่างเข้าใจว่าตนซื้อมา หรือนำของสามีมาติดเอง และเกิดการแชร์โพสต์จากเพจดังกล่าวอย่างกว้างขวาง พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางเสียหาย ซึ่งทำให้ตนเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมาก ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจ ต้องการเอาผิดกับผู้นำไปเผยแพร่ และอยากวอนสื่อช่วยเปิดเผยข้อเท็จจริง

เบื้องต้น ได้รวบรวมหลักฐานเอาผิด พร้อมประกาศนียบัตรและรูปถ่าย ในการเข้ารับปีกเครื่องหมายความสามารถจากกองทัพเรือ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.นเรศ บุญที ร้องสารวัตรสอบสวน สภ.สัตหีบ เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของเพจ ในความผิดฐาน หมิ่นประมาทและผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต่อไป

ศิลปินสาวป่วยโรค ALS ชวนเพื่อนจัดปาร์ตี้ครั้งสุดท้าย ก่อนการุณยฆาต

ชาวโลกประทับใจและซาบซึ้ง ศิลปินสาว “เบทซี่ย์ เดวิส” จัดปาร์ตี้กับเพื่อนๆ เป็นครั้งสุดท้าย มีแค่กฎว่า “ห้ามร้องไห้” ก่อนตัดสินใจการุณยฆาตจัดปาตี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรื่องราวของศิลปินสาววัย 41 ปี “เบทซี่ย์ เดวิส” ที่ป่วยเป็นโรคเซลล์ประสาทบกพร่อง กล้ามเนื้อไม่ตอบสนอง ทำให้ขยับร่างกายแทบไม่ได้เลย กลายเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วโลก เมื่อเพื่อนๆ และครอบครัวได้จัดปาร์ตี้ตามความประสงค์ของเธอ โดยมีกฎว่าทุกคนห้ามร้องไห้ ก่อนที่จะตัดสินใจใช้วิธีการุณยฆาต..จากไปอย่างสงบ

ตามรายงานระบุว่า ภาพถ่ายที่ถูกโพสต์ลงเฟซบุ๊กของ นีลส์ อัลเพิร์ธ ช่างภาพอิสระ ได้เผยแพร่รูปภาพแห่งความประทับใจ สัปดาห์ที่แสนวิเศษกับเบทซี่ย์ เดวิส ที่บรรดาเพื่อนๆ คนสนิทและครอบครัวของศิลปินสาว ได้พร้อมใจกันมารวมตัว เพื่อจัดงานปาร์ตี้ที่แสนวิเศษ โดยที่ เบทซี่ย์ ไม่สามารถขยันร่างกายได้ เนื่องจากป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) เป็นโรคเดียวกับนักฟิสิกส์ชื่อดัง สตีเฟน ฮอว์คิง

ก่อนหน้านี้ เบตซี่ย์ ได้ส่งข้อความคำเชิญไปถึงเพื่อนๆ โดยระบุว่า “ปาร์ตี้ไม่มีกฎอะไรทั้งสิ้น คุณจะใส่ชุดอะไรมาก็ได้ มาเปิดใจคุยกัน กระโดดโลดเต้น สนุกสนานให้เต็มที่ แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียว ห้ามร้องไห้ต่อหน้าฉันเท่านั้น”

งานปาร์ตี้ดังกล่าวถูกจัดขึ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อนๆ ต่างเดินทางไปที่บ้านชานเมืองในรัฐแคลิฟอร์เนีย แขกทุกคนต่างให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสดใส แม้ว่าทุกคนต่างรู้ว่า ภายหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเบทซีย์

แขกทุกคนได้ร่วมทานอาหารด้วยกัน จับกลุ่มพูดคุย ดูหนังและฟังเพลงบรรเลงที่เบทซี่ย์ชื่นชอบ ก่อนที่ทุกคนจะทยอยเข้ามากล่าวอำลาและสวมกอด พร้อมกับถ่ายภาพคู่กับเบทซี่ย์เป็นรูปสุดท้าย กระทั่งเมื่อแขกเดินทางกลับไปหมดแล้ว ครอบครัวจึงได้พาเธอไปที่ริมหน้าผา วิวสวยที่สุดของย่านนี้

กระทั่งเวลาประมาณ 18.45 น. ของวันนั้น แพทย์ได้ทำการฉีดยาตามความประสงค์ของเบทซี่ย์ ก่อนที่เธอจะได้ชมภาพพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปอย่างมีความสุข และอีกราวๆ 4 ชั่วโมงต่อมา เบทซี่ย์ก็ได้จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางรอยยิ้มปนเศร้าของครอบครัว

สำหรับการตัดสินใจครั้งนี้ของเบทซี่ย์ เกิดขึ้นหลังจากที่อาการของโรคเอแอลเอสของเธอ เริ่มทรุดลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถสั่งการทางร่างกายได้อีกต่อไป ก่อนจะเสียชีวิตนั้น เบทซี่ย์ ไม่สามารถยืนเองได้แล้ว แม้แต่จะเปล่งเสียงออกมาเป็นคำก็ทำได้ยาก เธอจึงปรึกษาครอบครัวและแพทย์ ก่อนจะตกใจให้ทำการการุณยฆาต ที่ถือเป็นการสมัครใจสิ้นลมหายใจ โดยที่ผ่านการรับรองของกฎหมายในมลรัฐแล้ว

ซูฮกยกนิ้วให้ ‘หนุ่มพิการ’ ที่ใครหาว่าบ้า แต่เขาบ้ารักแม่เหลือเกิน?

ท่ามกลางแสงสีเสียงเคียงเมืองศิวิไลซ์ ใครจะรู้ได้ว่า “ย่านทองหล่อ” ยังมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือแว่วอยู่เนืองๆ และเสียงเรียกดังเดื่องหนึ่งในนั้น คือ เสียงของ “แม่แก่ๆ” คนหนึ่งในชุมชนที่ดูเสมือนสลัมกำลังตกระกำลำบากยากจนข้มแค้นแสนสาหัสในอาการป่วยโรคกระดูกเสื่อม-เดินไม่ได้ ซ้ำภายหน้าต้องไร้ที่อยู่ ไม่รู้จะระเห็จระเหเร่ร่อนไปอยู่ที่ไหนหนุ่มพืิการแล้งแม่

แต่…ความโชคร้ายในชะตามักแฝงความโชคดีไว้เสมอ เมื่อรักของแท้ของแม่ที่ไม่เคยทอดทิ้งพร้อมต่อสู้เลี้ยงลูกทั้ง 4 คนจนเติบใหญ่ โดย 2 คนโต ได้มีงานการทำมีรายได้และมีครอบครัวจนแยกตัวออกไป เหลืออีก 2 รายชาย/หญิง กลับพิการทางสมองและป่วยหลายโรคซ้ำซ้อน

ลองทายไหม?…ลูก 4 คน (ใคร) คือ คนหาเลี้ยงดู-ตอบแทนค่าน้ำนมแม่ชราป่วยหนักคนนี้และ…นี่คือเรื่องราวรับ “วันแม่” สุดดราม่าตราตรึงใจ ที่สร้างความฮือฮาและแฝงความประทับใจต่อสายสาธารณชน ซึ่งคนย่านทองหล่อต่างรู้จัก “ลูกกตัญญู” คนนี้เป็นอย่างดีคุณธีรยุทธ และเลิศผล วัย38 ปี หรือ “แก่” ชื่อนี้ถูกเรียกขานและเป็นที่รู้จักกันดีของกลุ่มวินจักรยานยนต์และเหล่าพ่อค้าแม่ค้าย่านทองหล่อ เพราะทุกวันของเขา คือ การเดินตระเวนขอข้าวขอน้ำจากพระภิกษุตามวัดใกล้เคียง หรือพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดย่านทองหล่อ เพื่อนำอาหารเหล่านี้ไปประทังชีพครอบครัว ซึ่งมีแม่ที่นอนป่วยหนักและพี่สาวพิการทางสมองและเเขนขา

ในทุกวันของแสงแดดที่แผดเผา เขาผู้นี้ในสภาพเสื้อผ้าเก่าเคล้ากลิ่นตัวไม่หอมหวน ย่ำเดินสวนผู้คนล้วนดูดีมีราศี ต่างเสียดสีด้วยสายตาและวาจา บ้างหาว่า “บ้า” -“ปัญญาอ่อน” บ้างขับไล่ผลักไสไปให้ไกล เพียงเพราะต้องการขอแบ่งเศษทานไปช่วยเหลือครอบครัวที่อดอยากหากถามถึงการสื่อสาร พี่แก่พูดกับใครแทบไม่รู้เรื่อง ยากที่ใครจะเดาความได้ นอกจากวลีฮิตติดประโยคด้วยคำว่า “แม่ ไปหาแม่ ช่วยแม่ ขอให้แม่ และ รักแม่”

แต่ด้วยน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน ย่านที่ดินแสนร่ำรวยไม่ใช่รวยเพียงเงินทอง แต่ยังมีคนรวยน้ำใจ นั่น คือชาวบ้านละแวกดังกล่าว ที่รู้จักมักจี่พี่แก่เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่แบ่งปันข้าวปลาอาหารให้พร้อมเงินเล็กน้อย ขณะที่พี่วินจยย.ใจดีมีน้ำใจไม่ว่าเจอพี่แก่ที่ไหน ก็จะพาไปส่งฟรีแทบทุกที่ เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าหนุ่มคนนี้ทำเพื่อใครขณะเดียวกันในวันที่ MThai News ได้ลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์ กลับเกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อ คุณทองศรี และเลิศผล หรือ ป้าทอง วัย 74 ปี แม่ของพี่แก่ที่ป่วยหนักได้เข้าโรงพยาบาลกะทันหันและนอนพักฟื้นอยู่หลายวัน

ช่วงหนึ่งของการรอคอยป้าทองออกจากโรงพยาบาล ทีมข่าวได้สัมผัสกับชีวิตพี่แก่ พบว่าทุกลมหายใจเข้าออก เขามีแต่ความเป็นห่วงใยแม่ พร้อมกับพูดประโยคเดิมๆซ้ำๆว่า “ห่วงแม่” และ “ไปหาแม่” ทุกๆวันของเขาที่ต้องคอยตระเวณไปขอข้าวน้ำต้องเปลี่ยนไป เพราะต้องนำเวลาที่เหลือมาคอยเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลและต้องรีบกลับเพื่อหาอาหารให้พี่สาวพิการที่อยู่บ้าน

ว่อนเน็ต ผอ.โรงเรียนเเปลงเพศจนสวย คุณครูสาวออกโรงแจงเป็นข่าวมั่ว !

ว่อนเน็ต ผอ.โรงเรียนเเปลงเพศจนสวย คุณครูสาวออกโรงแจงเป็นข่าวมั่ว แท้จริงแล้วตนเป็นคุณครูผู้ช่วย

คุณครูสาวสวย

จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการแชร์ภาพผ่านไลน์ ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ แปลงเพศเป็นผู้หญิง ซึ่งภาพดังกล่าวคือบัตรประชาชน ที่มีคำนำหน้าชื่อว่านาย แต่ในบัตรกลับเป็นรูปหญิงสาว และรูปครูผู้หญิงสวมชุดข้าราชการประกอบด้วย นอกจากนี้ ยังบอกด้วยว่า นายดังกล่าว เป็นผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ (พ่อพิมพ์ของชาติ)

ล่าสุด ครูฝ้าย ธัญญาสิริ ศรีบุตร ครูผู้ช่วยโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจ.สกลนคร ซึ่งเป็นบุคคลในภาพที่ถูกแชร์ว่อนเน็ต ได้โพสต์ชี้แจงเรื่องราวดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่“แถลงข่าวค่ะ!!! ตามที่วันนี้ได้รับแจ้งจากเพื่อนๆ หลายคน หลายๆจังหวัด ว่า ขณะนี้รูปของฝ้ายนี้ได้ถูกนำไปเผยแพร่ว่า 1. เป็นผอ. รร. แห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ที่แปลงเพศมา และ 2. เป็นครูชายที่ไปแปลงเพศมา แล้วสวยกว่าผู้หญิง จากการพิจารณาแล้ว

รูปคนในบัตร และรูปฝ้าย ใบหน้าไม่ได้มีส่วนคล้ายคลึงเลยสักนิด คนที่ดูน่าจะแยกแยะออก หรือฝ้ายสวยไปจนคนคิดว่าแปลงเพศมา!!! ตอนนี้ยังเป็นครูผู้ช่วยอยู่นะคะ ยังไม่ได้เป็น ผอ. แต่อย่างใดด้วย ดังนั้น หากผู้ใด พบเจอข่าวนี้ ขอความกรุณาแก้ข่าวให้ฝ้ายด้วย เนื่องจากข่าวนี้เป็นเท็จนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ จบการแถลงข่าวค่ะ #ขอบคุณสายข่าวเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ #ขออนุญาตพี่ที่ถูกนำมาอ้างถึงด้วยเช่นกันค่ะ”

เก๋งชะลอให้ตัวเงินตัวทองข้ามถนน กระบะแซงชน 22 ล้อสยอง

อุบัติเหตุสุดสยอง สาวใหญ่เห็นตัวเงินตัวทอง ชะลอให้ข้ามถนนไปก่อน กระบะไม่รอขอแซงไปก่อน พุ่งชนประสานงาบรรทุก 22 ล้อ อัดก็อปปี้ตายสยองชนสยอง(6 ส.ค.) เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา พ.ต.ท.สมอาจ หมั่นอุตส่าห์ สารวัตรสอบสวน สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถชนกันมีผู้บาดเจ็บ 3 คน เสียชีวิต 1 คน บริเวณถนนไทรน้อย-วัดต้นเชือก ต.ทวีวัฒนา อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี จึงประสานแพทย์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นถนนสวนทางกัน 2 เลน พบรถกระบะ อีซูซุ ดีแม็ค สีน้ำเงิน ที่กำลังบรรทุกดอกกล้วยไม้ นำไปส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม ตรวจสอบพบว่าสภาพด้านหน้ารถพังยับ ส่วนผู้เสียชีวิตถูกอัดก็อปปี้ติดอยู่กับซากรถ ทราบชื่อภายหลังคือ นายณัฐพงศ์ อายุ 21 ปี

ขณะที่ใกล้กัน พบรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น FXZ 320 สภาพหน้ารถพังยับเยิน ทราบชื่อคนขับคือ นายอุทัย อายุ 38 ปี ร่างอัดก๊อปปี้คาพวงมาลัย ขาหักทั้งสองข้าง นอกจากนี้ยังมีภรรยาและลูกสาวอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เครื่องมือตัดถ่างนำตัวออกจากตัวรถ จากนั้นส่งผู้บาดเจ็บทั้ง 3 คน ส้งรักษาตัวที่โรงพยาบาลไทรน้อยนอกจากนี้ยังมีรถคู่กรณีอีกคัน รถเก๋ง ยี่ห้อมาสด้า 2 สีขาว สภาพหน้ารถพังยับเช่นกัน นางวงศ์เดือน อายุ 62 ปี ผู้ขับขี่ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีหน้าที่ตกใจ

จากการสอบสวน นางวงเดือน เล่าว่า ขณะเกิดเหตุตนขับรถมา แล้วพบเห็นตัวเงินตัวทองกำลังเดินข้ามถนน ตนจึงชะลอความเร็วลง จากนั้นรถยนต์กระบะปิกอัพที่ขับตามหลังมา ได้พยายามจะแซงขวาให้พ้นจากรถของตน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ขับสวนทางมาพอดี ทำให้เกิดการชนประสานงาดังกล่าว และรถยนต์กระบะพลิกเสียหลักมาชนเข้ากับรถตนเข้าอย่างจังเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์และคนขับรถบรรทุกพ่วงอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุการชนที่แท้จริง ก่อนดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดตามกฎหมายต่อไป

ผวาหนัก! นักวิทย์เตือน ‘ดาวเบนนู’ อาจพุ่งชนโลก ทำคนตายเกลื่อน

มีคำเตือนออกมาจากนาซา กรณีที่ดาวเคราะห์น้อย ‘เบนนู’ เปลี่ยนเส้นทางโคจร จนอาจพุ่งชนโลก ซึ่งหากเป็นความจริง จะสร้างความเสียหายอย่างหนัก และมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากวานนี้ (4 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะนักวิทยาศาตร์ประจำองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ออกประกาศเตือนว่า อาจมีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ พุ่งชนโลกจนสร้างความเสียหายแก่โลก อาจมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากโลกแตก

รายงานระบุว่า ดาวเคราะห์น้อยชื่อว่า เบนนู ‘Bennu’ สามารถมองเห็นจากโลกได้ในทุกๆ 6 ปีนั้น ในปี 2678 หรือ 119 ปี ข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์ของนาซา คาดว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะเปลี่ยนแปลงวิถีโคจร มาเคลื่อนตัวตัดผ่านระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ซึ่งอาจทำให้พุ่งชนโลกได้ และหากเป็นเช่นนั้นอาจสร้างความเสียหายอย่างหนัก

ศาสตราจารย์ แดนเต้ ลอเรตตา แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา ในสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบัน ยังทำงานเป็นหัวหน้าโครงการส่งยานสำรวจ ‘Osiris-Rex’ (โอซิริส-เร็กซ์) ได้เก็บตัวอย่างหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนูกลับมาตรวจสอบยังโลกมนุษย์ พร้อมทั้งเตือนว่า ดาวเคราะห์น้อย เบนนู อาจเปลี่ยนวิถีโคจรและพุ่งชนโลก

ด้าน นายไมเคิล บุสช์ นักดาราศาสตร์ด้านดาวเคราะห์ แห่งสถาบัน SETI ยังกล่าวด้วยว่า ความรุนแรงจากการที่ดาวเคราะห์เบนนูพุ่งชนโลก สามารถสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่เป็นบริเวณกว้างในรัศมี 500 กม.นาซาเตรียมส่งยานสำรวจ โอซิริส-เร็กซ์ เพื่อสำรวจดาวเคราะห์น้อยเบนนูในวันที่ 8ก.ย.59 โดยจะเดินทางถึงที่หมายในปี 2561 โดยใช้เวลาสำรวจนาน 1 ปีโดยการตัวอย่างหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู และจากนั้น ยานสำรวจจะกลับมาถึงโลกในปี 2566

อย่างไรก็ตาม ดาวเคราะห์น้อยเบนนู มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 500 เมตร และหากพุ่งชนโลก จะก่อให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ กว้างถึงประมาณ 7 กม. รวมทั้งความรุนแรงจากการกระแทกขณะพุ่งชนโลก จะก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเทียบเท่ากับการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7 แมดนิจูด โคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยอัตราเร็ว 63,000 ไมล์ต่อชั่วโมง